กินตามกรุ๊ปเลือด มีผลกับชีวิตแค่ไหน ?

เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน แต่จะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเหนียวและจับเกาะติดเลือด เรียกว่า เล็คติน ถ้าการกินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะกับเลือดเรา เล็คตินเหล่านั้นยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การสร้างอินซูลิน การเผาผลาญอาหาร และความสมดุลของฮอร์โมน

กรุ๊ป A นักมังสวิรัติ
คน เลือดกรุ๊ปนี้ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ระบบกายย่อยไม่ค่อยดี ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ดี มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง กรุ๊ปเอจึงถูกจัดเป็นนักมังสวิรัติ
อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด กินปลาอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อเสริมโปรตีนหลีกเลี่ยงปลาเนื้อขาว เช่น ปลาตาเดียว หรือปลาจะละเม็ด เพราะมีเล็คตินรบกวนระบบการย่อย หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ต่างๆ อาจกินเนื้อไก่ได้นิดหน่อย เลือกดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำแทนนมวัว กินไข่ได้บ้างเป็นครั้งคราว
บรรดาตระกูลถั่วต่างๆ อาทิ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสงที่มีเยื่อหุ้มบางๆ และถั่วเหลือง เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปนี้ สามาถกินข้าวกล้องหรือซีเรียลได้วันละ 1-2 ครั้ง ผักทั้งสดและสุกกินแล้วดี โดยเฉพาะหอมหัวใหญ่และบร็อคเคอลีมีสารแอนติออกซิแดนท์สูง แครอท ฟักทอง ผักโขม และกระเทียม ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน กินผลไม้ได้แทบทุกชนิดยกเว้นแตงโม แคนตาลูป มะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม เพราะย่อยยาก พวกชาสมุนไพรจะไปเพิ่มกรดในกระเพาะ ไวน์แดงดื่มได้แต่ควรเลี่ยงเบียร์และน้ำอัดลม

กรุ๊ป B อ้วนง่าย
คน ที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ส่วนใหญ่มีปัญหากับไวรัสและภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระบบประสาทไม่ค่อยดี ชอบปวดตามข้อ ซึ่งไม่ใช่อาการของเกาต์หรือรูมาทอยด์ มีโอกาสเกิดโรคแผลในสมอง (Sclerosis) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง
อาหารที่ เหมาะกับกรุ๊ปเลือด เนื้อกระต่าย กวาง แกะ ไก่งวง ควรกินปลาน้ำลึก เช่น ปลาหิมะ และปลาเนื้อขาวอย่างปลาจะละเม็ด ปลาตาเดียว หลีกเลี่ยงเนื้อหมู ไก่ หอยเชลล์ กุ้ง ปู หอยแครง เพราะจะรบกวนระบบในร่างกายสามารถกินนม เนย ไข่ ในปริมาณที่เหมาะสมได้
ข้าวโอ๊ตและข้าวกล้องดีต่อคนเลือดกรุ๊ปนี้ ขณะที่แป้งสาลี ถั่วลิสง และโฮลวีท ไม่ดีต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย ทำให้อ้วน และไม่ดีต่อเลือด อาจเป็นสาเหตุของโรคเส้นโลหิตแตก ควรลองแป้งสเปลท์ (Spelt) ซึ่งเป็นแป้งที่มีคุณค่าทางสารอาหารและมีไฟเบอร์สูง ผักใบเขียวทุกชนิดกินดีหมด เพราะมีแมกนีเซียมช่วยป้องกันอาการผื่นคัน
แต่ ถ้าอยู่ระหว่างไดเอ็ทควรหลีกเลี่ยงมะเขือเทศและข้าวโพด เพราะมีผลต่อการสร้างอินซูลินและระบบเผาผลาญ กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ยกเว้นลูกพลับ ทับทิม และลูกแพร์ ชาสมุนไพรที่ให้ประโยชน์คือ ขิง เปปเปอร์มิ้นต์ โสม ชาเขียว

กรุ๊ป O High Protein
ปัญหาของคน เลือดกรุ๊ปนี้คือ กระเพาะมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อได้ดีกว่าเลือดกรุ๊ปอื่น แต่ระบบการเผาผลาญไม่ค่อยดี ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ค่อยคงที่ จึงทำให้อ้วนง่าย ตามติดมาด้วยปัญหาเลือดแข็งตัวช้า
อาหารที่เหมาะกับ กรุ๊ปเลือด เลือกกินเนื้อได้ตามใจชอบ กินอาหารทะเลได้เป็นประจำเพื่อป้องกันโรคเลือดไม่แข็งตัวและไทรอยด์ แต่ระวังเรื่องไขมันและโคเรสเตอรอลด้วย กินนม เนย ไข่ ในปริมาณที่พอเหมาะ ถ้าอยากผอมต้องเลี่ยงแป้งสาลี ข้าวโอ๊ต และบรรดาถั่วต่างๆ
ผักกินได้ แทบทุกชนิด โดยเฉพาะบร็อคเคอลี ผักโขม มีวิตามินเคสูง ช่วยให้เลือดแข็งตัว ส่วนผักตระกูลกะหล่ำเสี่ยงเสียเพราะมีผลต่อไทรอยด์ เห็ดหอม และมะกอกดองทำให้เกิดอาการแพ้ มะเขือยาวและมันฝรั่งทำให้ปวดข้อ ผลไม้กินได้แทบทุกชนิด โดยเฉพาะตระกูลเกรปฟรุต ตระกูลเบอร์รี่ (ยกเว้นแบล็คเบอร์รี่) ช่วยลดน้ำหนัก ควรเลี่ยงแคนตาลูป มะพร้าว ส้ม และ
สตรอว์เบอร์รี่ เพราะมีกรดสูงเกินไป ชาสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ เปปเปอร์มิ้นต์ Licorice Tea Parsley ฯลฯ ไม่ควรดื่มเบียร์ ชา กาแฟ เพราะจะเพิ่มกรดในกระเพาะให้หนักเข้าไปอีก

กรุ๊ป AB มังสวิรัติและคาร์โบไฮเดรต
กรู๊ ปนี้เป็นการผสมผสานระหว่างกรุ๊ปเลือดเอกับบี ดังนั้นวิถีการกินที่เหมาะสมกับคนกรุ๊ปนี้จึงเป็นการผสมผสานการกิน มังสวิรัติหน่อยๆ กับการกินแบบกรุ๊ปบีนิดๆ คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้มีจุดอ่อนเรื่องสุขภาพอยู่ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและ กรดในกระเพาะต่ำ
อาหารที่เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองและเต้าหู้ สามารถกินเนื้อแกะ กวาง กระต่าย และไก่งวงได้นิดหน่อย ไม่ควรกินปลาเนื้อขาวและแซลมอนรมควัน เพราะย่อยยากและเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร สามารถกินนม เนย ไข่ และโยเกิร์ตไขมันต่ำได้ จำพวกข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวไรย์ มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรงดเว้นการกินถั่วแดง งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ข้าวโพด เพราะจะชะลอการทำงานของอินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงเฉียบพลัน ผักสดกินได้แทบทุกชนิด ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ ผลไม้กินได้ดีเป็นบางอย่าง อาทิ องุ่น พลัม ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด ส้มโอ ฯลฯ เพราะช่วยสร้างความสมดุลของกรดในเนื้อเยี่อ ไม่ควรกินกล้วย มะม่วง ฝรั่ง ส้ม

บัญญัติ 10 ประการดูแลสีเล็บสวย

บัญญัติ 10 ประการดูแลสีเล็บสวย
ถ้าคุณชอบเรื่องความสวยความงาม อย่างเช่น การทาเล็บ เรามีเทคนิคในการดูแลสีเล็บ ให้สวยเรียบ และติดทน ไม่กระเทาะง่าย มาฝาก

1. รูปร่างที่ดีที่สุดสำหรับเล็บ คือรูปไข่ ที่ ตัดตรงด้านบนไปทีเดียว ให้เหลือความยาวของเล็บ ไม่เกินเศษหนึ่งส่วนสี่นิ้ว จากปลายนิ้ว แล้วใช้ตะไบจากมุมเล็บขึ้นสู่กลางเล็บ โดยฝนไปทางเดียวอย่างแผ่วเบา จนได้ความโค้งมนเท่ากันสองข้าง

2. เตรียมเล็บให้อ่อนละมุน ทา น้ำมันหรือมอยส์เจอไรเซอร์ไปตรงหนังฐานเล็บ (cuticle) ให้ชุ่มฉ่ำ แล้วแช่มือในน้ำอุ่น ที่ผสมน้ำมันมะกอก หรือนม สักหยดสองหยด อย่าผสมน้ำด้วยสบู่เหลว เพราะจะทำให้ผิว และเล็บแห้ง แช่ไว้ 2-3 นาที แล้วยกมืออก ซับให้หายเปียกแฉะ ใช้ปลายตะไบ หรือผ้าขนหนูหมาด ๆ ค่อย ๆ ผลักหนังฐานเล็บจนสุด แล้วใช้น้ำยาล้างสีเล็บ เช็ดน้ำมันออกจากเล็บให้หมดเกลี้ยง

3. ทารองพื้นเป็นแนวตรงกลาง โดย ลากแปรงจากฐานเล็บถึงยอดเล็บ แล้วจึงทาอีกสองข้างขนาบให้เต็มเล็บ รองพื้นช่วยตระเตรียมผิวเล็บให้เรียบ และป้องกันเล็บเหลือง ควรใช้ทุกครั้งที่ทาเล็บ และใช้เวลาทารองพื้นเสีย 2 รอบ สีจะติดดีขึ้นมากทีเดียว

4. ปาดแปรงสีทาเล็บไปกับปากขวด ใช้สีที่ติดแปรงอีกด้านหนึ่งทาเล็บด้วยวิธีเดียวกับทารองพื้น จุ่มสีใหม่ สำหรับอีกเล็บหนึ่ง ทาเล็บด้วยเทคนิคสามแถม ดีกว่าทาเป็นปื้นเดียว

5. ยาทาเล็บจะติดแนบแน่นดีกว่า บนพื้นผิวที่แห้งสนิท ดังนั้นอย่ารีบร้อน ทิ้งให้สีอยู่ตัวอย่างน้อยสองนาที ก่อนทาสีชั้นที่สอง ถ้าไม่ต้องการใช้สีเล็บเยินเร็ว ให้เวลาแห้งอย่างน้อย 30 นาทีก่อนใช้งาน

6. ทาน้ำยากันกะเทาะ (top coat) ทุกวันเว้นวัน เพื่อกันสีเล็บหลุดร่อน หรือทาซ้ำทุกวัน หากคุณต้องพาเล็บ ออกไปเจอะเจอกับรังสียูวีอยู่เสมอ รังสีร้ายนี้สามารถทำให้สีสวย ๆ ของเล็บดูเหลืองซีดได้

7. เช็ดรอยเปื้อนด้วยกระดาษเช็ดหน้า ห่อปลายคอตตอนบัดส์ ชุบในน้ำยาล้างยาทาเล็บ อย่าใช้คอตตอนบัดส์ โดยตรง เพราะขนของสำลีอาจหลุดติดเล็บที่ยังไม่แห้งสนิท

8. สาว ๆ สามารถป้องกันสีเล็บกะเทาะได้ด้วย การใส่ถุงมือยาง เวลา ทำงานบ้าน เพราะทุกครั้ง ที่คุณเอามือแช่ในน้ำล้างจาน น้ำซักผ้า หรือเปรอะเปื้อนน้ำยาเช็ดกระจก ฯลฯ เล็บจะดูดซึมเอาสารเคมีในน้ำยาเหล่านี้เข้าไป ทำให้เล็บแห้ง และหด แยกตัวจากชั้นสีที่ทา ทำให้กะเทาะง่ายขึ้น

9. ถ้าสีเล็บเริ่มเหลืองซีด หรือเป็นรอยกะเทาะมาก ลบออกให้หมดแล้วเริ่มใหม่ หรือลบไว้เฉย ๆ ก็ได้ เพราะถึงอย่างไร เล็บที่ไม่ทาสี ย่อมดูดีกว่าเล็บทาสีที่กระเทาะแน่นอน

10. ให้ความผ่อนคลาย และความพึงพอใจกับตัวเองนาน ๆ ที โดยไปให้ช่างทำเล็บให้ โดยเฉพาะเล็บเท้า
บัญญัติ 10 ประการดูแลสีเล็บสวย

น่าตกใจ หญิงสูงอายุไทยเป็นกระดูกพรุนถึง1ใน7

1 ใน 7 ของผู้หญิงไทยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป...เป็นโรคกระดูกพรุน
น่าตกใจ หญิงสูงอายุไทยเป็นกระดูกพรุนถึง 1 ใน 7

1 ใน 20 ของคนที่เป็นกระดูกพรุน...เกิดกระดูกสะโพกหัก
1 ใน 6 ของผู้ที่เกิดกระดูกสะโพกหัก...จะเสียชีวิตใน 1 ปี
1 ใน 3 ของผู้ที่เกิดกระดูกสะโพกหัก...จะเสียชีวิตใน 5 ปี
ปัจจุบัน ในประเทศไทย มีผู้หญิงอายุตั้งแต่ 50 ปี ประมาณ 6.7 ล้านคน มีความชุกของโรคกระดูกพรุนถึงร้อยละ 13.6-19.8 โดยเฉพาะที่ภาคอีสาน (จ.ขอนแก่น) มีสูงถึงร้อยละ 19.3-24.7
มีการคาดการณ์ว่ามีผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนถึงประมาณ 1 แสนคนที่กระดูกสะโพก และมีถึง 1.3 ล้านคนที่เป็นกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลัง!!
คาดว่าจะมีผู้ที่เกิดกระดูกสะโพกหักถึง 42,000 คน และจะมีผู้เสียชีวิตภายหลังกระดูกสะโพกหักถึง 7,140 คนภายใน 1 ปี
หากรอดพ้นการเสียชีวิต ก็จะมีโอกาสทุพพลภาพถึงขั้นเดินไม่ได้ถึงร้อยละ 22.1

ฟัง สถิติที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เผยแพร่โดย รศ.นพ.ฉัตรเลิศ พงษ์ไชยกุล จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมูลนิธิกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย ว่าไว้อย่างนี้ดูน่ากลัวไม่น้อย บอกให้รู้ว่าผู้หญิงไทยเรายังเสี่ยงต่อกระดูกพรุนกันมากจนต้องรีบออกมาเตือน ให้หาทางระวังป้องกัน อันที่จริงโรคกระดูกพรุนสามารถเกิดได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่ทราบหรือไม่คะว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่าผู้ชาย! เป็นเพราะเหตุใดกัน?
มีงาน วิจัยที่ศึกษาจนได้ข้อสรุปว่า ผู้หญิงมีต้นทุนทางกระดูกต่ำกว่าผู้ชาย คือ มีการสะสมเนื้อกระดูกไว้ได้น้อยกว่าผู้ชาย เหตุผลหลักๆ ที่มาสนับสนุนเรื่องนี้ได้แก่การที่ผู้หญิงมักจะ กลัวแดด มีโอกาสออกไปกลางแจ้งตากแดดน้อยกว่าผู้ชาย จึงทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีน้อย โดยเฉพาะคนที่อยู่ในประเทศไกลจากเขตศูนย์สูตรจะยิ่งพบการขาดวิตามินดีจากแสง แดดมากขึ้น แถมผู้หญิงยังมีโอกาสออกกำลังกายน้อยกว่าด้วย ทำให้กระบวนการสร้างมวลกระดูกทำได้ไม่เต็มที่อย่างในผู้ชาย จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อถึงวัยที่มีการสลายมวลกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก จึงทำให้เนื้อกระดูกบางลงจนถึงระดับกระดูกพรุนได้เร็วกว่า ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิงจะมีการลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นกระบวนการที่เร่งให้มวลกระดูกสลายเร็วยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่ผู้ชายซึ่งมีโอกาสอยู่กลางแจ้งมากกว่า มีโอกาสออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวมากกว่า แถมไม่มีช่วงเวลาที่ฮอร์โมนเพศลดลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงทำให้ผู้ชายกระดูกพรุนช้ากว่าผู้หญิง
ด้วย เหตุนี้จึงพบว่าผู้หญิงวัยทองที่หมดประจำเดือนไปแล้วประมาณ 10-20 ปี เป็นโรคกระดูกพรุนกันมาก เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดกระดูกหัก โดยเฉพาะกระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพก ซึ่งมีโอกาสกระทบกระแทกแตกหักง่ายเป็นพิเศษ
อย่าง ไรก็ตามคุณผู้หญิงทุกคนสามารถป้องกันกระดูกพรุนได้ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่ารอจนถึงวัยหมดประจำเดือนแล้วค่อยคิดถึงเรื่องนี้เพราะมันอาจสายเกินไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสะสมแคลเซียมในกระดูกให้เพียงพออย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วัยเด็กเรื่อยไปจน ถึงวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายจะมีมวลกระดูกหนาแน่นสูงที่สุด ร่วมกับการชะลอการสลายมวลกระดูกอย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยการรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียมสูงพร้อมทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการสร้างเสริม กระดูก เช่น ผลิตภัณฑ์นมที่เสริมวิตามินเค วิตามินดี วิตามินซี แมกนีเซียม
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

สารและตัวยาที่ทำให้หน้าขาวใส

ทราบหรือไม่ว่า สารและตัวยาชนิดใดที่ทำให้หน้าขาวใส วันนี้เรามีเรื่องนี้มาบอก
สารและตัวยาที่ทำให้หน้าขาวใส
ทราบหรือไม่ว่า สารและตัวยาชนิดใดที่ทำให้หน้าขาวใส วันนี้เรามีเรื่องนี้มาบอก
กลูตาไธโอน
ลด การสร้างเม็ดสีเมลานิน ต้านการเสื่อมของเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวหน้า ขาวสวยใส เปล่งปลั่งไร้รอยด่างดำ รวมถึงผิวทั่วเรือนร่าง เช่นใต้วงแขน บริเวณขอบชุดชั้นใน ริมฝีปาก และบริเวณหัวนม ให้ขาวอมชมพู

สารสกัดจากเปลือกสน
ทำ ให้ผิวขาวใส โดยลดปฏิกิริยาของผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ลดขนาดและความเข้มของฝ้า กระและช่วยปรับสภาพผิวให้กลับขาวใสขึ้น เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ออกฤทธิ์ได้แรง

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
ใน เมล็ดองุ่นมีสารบางชนิด ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำให้เนื้อเยื่อโครงสร้างผิวแข็งแรง ปกป้องเนื้อเยื่อโครงสร้างผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ลดการเกิดริ้วรอย ลดความหยาบกร้าน หมองคล้ำ ทำให้ผิวใส เรียบเนียน

ชาเขียวสกัด
ปก ป้องและรักษาผิวจากการทำลายของมลภาวะ โดยเฉพาะแสงแดด ช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพผิว ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ช่วยให้ผิวขาวขึ้น ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอย

โคเอนไซม์คิวเทน
ช่วย ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว บำรุงผิวให้แข็งแรง ลดการเกิดริ้วรอย ด้วยการเร่งการผลิตคอลลาเจน ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว ทำให้ผิวยืดหยุ่นแข็งแรง

วิตามินซี
เสริม สร้างคอลลาเจน ช่วยลดการเกิดริ้วรอย ลดการถูกทำลายของเซลล์ผิวจากอนุมูลอิสระ ช่วยคงความแข็งแรงของผิว ช่วยผลัดเซลล์ผิวและเผยผิวขาวเนียนสดใส

สารสกัดจากมะเขือเทศ
ลด รอยดำ และความหมองคล้ำจากผลกระทบโดยตรงหรือโดยทางอ้อมจากแสงแดด ลดการถูกทำลายของผิว ช่วยปกป้องจาการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิดริ้วรอย เสริมฤทธิ์กับชาเขียวเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว

วิตามินอี
เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดเลือนริ้วรอย

ซีลิเนี่ยม
ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำงานเสริมกับวิตามินซี และ วิตามินอี

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าใครอยากมีผิวหน้าขาวใส ลองมองหาสารหรือตัวยาที่แนะนำมาใช้กันดูได้.

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ตรวจก่อนแต่ง...

http://www.212cafe.com/freewebboard/user_board/pongpitaks/picture/00025_26.jpg



สำหรับคู่รักที่เตรียมจะลั่นระฆังวิวาห์ เชื่อได้เลยว่าต่างพากันหัวหมุนกับการเตรียมงาน จองโรงแรม ไหนจะสินสอดทองหมั้น หรือบางคนเลยไปถึงว่าจะไป honeymoon ที่ไหนดี แต่ไม่ว่าจะยุ่งกันแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่แพ้การตรวจเช็ดดีกรีความรักของคุณทั้งสองก็คือ การตรวจร่างกายก่อนแต่งงาน (Medical checkup for couples)

หลายท่านอาจสงสัยว่า แล้วแตกต่างจากตรวจร่างกายประจำปีอย่างไร ? โดยปกติผลตรวจร่างกายที่คุณมี เป็นเพียงการตรวจร่างกายพื้นฐาน ได้แก่ Physical Examination โดยแพทย์ การตรวจปอดและหัวใจโดย X-ray ตรวจปัสสาวะดูการทำงานของไต ตรวจเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจระดับน้ำตาล ไขมัน ตรวจการทำงานของตับ ซึ่งผลตรวจเหล่านี้ก็จะบ่งชี้ได้ว่า ร่างกายของคุณมีความพร้อมสมบูรณ์เพียงใด

แต่สำหรับการตรวจร่างกายก่อนแต่งนั้น เป็นการตรวจความพร้อมของร่างกายก่อนแต่งงานรวมไปถึงการตรวจเพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมชนิดต่างๆ หรือโรคที่สามารถถ่ายทอดได้โดยการมีเพศสัมพันธ์ผลการตรวจเหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งสะท้อนถึงการให้กำเนิดทายาทตัวน้อยที่สมบูรณ์และแข็งแรงในวันข้างหน้านั่นเอง ทีนี้มาดูกันซิว่าการตรวจสอบที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง

  1. กรุ๊ปเลือด (Blood group)รวมทั้งการตรวจหมู่เลือด Rh negative ของฝ่ายหญิง ซึ่งหากตรวจพบ อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดของแม่และลูกเข้ากันไม่ได้

  2. ธาลัสซีเมีย (Thalassemia)เป็นโรคโลหิตจางที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้สร้างเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะผิดปกติ และแตกสลายเร็วกว่าที่ควร หากพบว่าทั้งคู่เป็นพาหะ การตั้งครรภ์อาจเสี่ยงต่อการแท้ง หรือหากมีชีวิตรอดอาจทำให้คุณภาพชีวิตของเด็กแย่ลง ต้องถ่ายเลือดไปตลอดชีวิต รวมไปถึงการมีสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ติดเชื้อง่าย บางรายไม่มีอาการของโรคแต่ก็เป็นพาหะที่สามารถถ่ายทอดพันธุกรรมไปยังลูกหลานได้

  3. โรคพร่องเอนไซม์ G-6-PDเป็นโรคพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกได้ง่าย หากพ่อแม่มีความผิดปกติของพันธุกรรมนี้แล้วถ่ายทอดสู่ลูก จำเป็นต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยงสารที่เป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดแดง เช่น ยากลุ่มซัลฟา แอสไพริน ถั่วปากอ้า เป็นต้น

  4. เอดส์ (HIV)เป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่อันตรายมาก เนื่องจากยังไม่สามารถป้องกันด้วยวัคซีนหรือรักษาให้หายขาดได้ และคงไม่ดีแน่หากพ่อหรือแม่ต้องจากลูกน้อยไปก่อนวัยอันควร

  5. ซิฟิลิส (VDRL)เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อแล้วไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์ ทำให้ทารกตายในครรภ์หรือตายหลังคลอด ทารกที่รอดชีวิตอาจพบความผิดปกติได้เช่น ดั้งจมูกยุบ เพดานปากโหว่ ฟันหน้าเว้าแหว่ง แก้วตาอักเสบและอาจตาบอด เส้นประสาทฝ่อ หูหนวก สมองเสื่อม เนื่องจากเชื้อเข้าไปทำลายระบบประสาท

  6. ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)โรคนี้ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์และทางเลือด ทำให้มีการส่งผ่านจากแม่สู่ลูกได้ หากมีเชื้อไวรัสในร่างกายอาจมีโอกาสกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับอื่นๆ ก็ได้ ดังนั้นแพทย์อาจพิจารณาให้วัคซีนตับอักเสบ บี ร่วมด้วย

  7. หัดเยอรมัน (Rubella)เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส หากเป็นโรคนี้ในหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการ ดังนั้นแพทย์จะแนะนำให้ฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน รวมทั้งการฉีดวัคซีนบาดทะยัก (Tetanus) ก่อนการตั้งครรภ์ด้วย

ดังนั้นการตรวจร่างกายสำหรับคุณทั้งสองที่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากจะช่วยตรวจสอบว่าคุณมีความสมบูรณ์ทางร่างกายเพียงใดแล้วยังเป็นเครื่องชี้วัดความแข็งแรงของลูกน้อยอีกด้วย และแน่นอนว่าครอบครัวของคุณจะเป็นครอบครัวที่มีสุขภาพดีและมีความสุขอย่างที่คุณวาดฝันไว้นั่นเอง

10 เหตุผลดีๆ ที่ควรรับประทานอาหารทะเล


  1. อาหารทะเลเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอด สถาบันมาตรฐานอาหารแนะนำให้รับประทานปลาอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์
  2. ปลาเนื้อขาวส่วนใหญ่มีไขมันต่ำ แคลอรี่ต่ำ ซึ่งในเนื้อปลา 100 กรัม มีไขมันน้อยกว่า 1 กรัม
  3. เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ
  4. ปลาเป็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยโอเมก้า -3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของสมองในการสร้างสมาธิ
  5. โอเมก้า -3 มีฤทธิ์ในการต่อต้านการอักเสบ มีผลดีต่อผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไขข้อ และโรคผิวหนัง
  6. โอเมก้า -3 ช่วยลดไขมันที่อุดตันในเส้นเลือด ทำให้หัวใจแข็งแรง
  7. เนื้อปลาอุดมไปด้วยวิตามินดี แคลเซียม ไอโอดีน และเซเลเนียมซึ่งมีความจำเป็นต่อร่างกาย
  8. โคเรสเตอรอลที่มีอยู่ในอาหารทะเล ไม่มีอันตรายต่อระบบความดันโลหิต
  9. ในขณะตั้งครรภ์ โอเมก้า -3 มีความจำเป็นในการพัฒนาดวงตาและเซลล์สมองของทารก
  10. โอเมก้า -3 ที่พบในเนื้อปลามีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าโอเมก้า -3 ที่พบในพืช
แหล่งข้อมูล Waitrose Ltd , London.

วิธีนวดฝ่าเท้าด้วยตัวเอง(Foot Massage)

ใครที่ชอบนวดฝ่าเท้าเพื่อผ่อนคลาย วันนี้เรามีวิธีนวดฝ่าเท้าด้วยตัวเองมาฝาก

วิธีนวดฝ่าเท้าด้วยตัวเอง
  • ล้าง เท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง ทาโลชั่นเพื่อให้ความชุ่มชื้น และเพื่อช่วยให้การนวดไม่ติดขัด โดยระหว่างการทาโลชั่นให้กดน้ำหนักลงไปให้ทั่วบริเวณเท้าด้วย
  • ใช้มือจับเท้าข้างที่ต้องการจะนวดไว้
  • ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมืออีกข้างหนึ่งกดลงที่เนื้อของหัวแม่โป้งเท้า
  • ใช้นิ้วหัวแม่มือกดนวดที่หัวแม่เท้าขึ้นและลง ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง
  • ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จับที่ตาตุ่ม แล้วกดนวดเป็นวงกลม
  • ใช้หัวแม่มือนวดตั้งแต่ตาตุ่มโค้งลงมาจนถึงส้นเท้าทั้ง 2 ด้าน
  • นวดบริเวณส้นเท้าแล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาจนถึงข้อเท้า จำไว้ว่าให้นวดไปในทิศทางเดียว คือนวดขึ้น
  • ปิดท้ายการนวดด้วยการนวดบริเวณข้อเท้าอีกครั้งหนึ่ง



รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าใครอยากผ่อนคลายจากฝ่าเท้า สามารถนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์